พรานป่าเผย ลักษณะคนอุ้มน้องชมพู่ ซ่อนถ้ำได้ เผยท่าทีสะดิ้งวันน้องหาย

Share:


กรณีบ้านในระยะ 100 เมตร ที่คาดว่าน้องชมพู่เดินมาเองได้ โดย 100 เมตรแรก เป็นระยะห่างจากสวนยางพาราของนายค้ำกับบ้านน้องชมพู่ สวนที่สองเป็นของนายแต และมีส่วนมันสำปะหลังของนางจำลอง อีกทั้งมีบ้านของน้าเสริมที่ห่างออกไป 100 เมตร ส่วนของนายกานต์-นางก้อย ห่างจากบ้านน้องชมพู่ 3 เมตร และบ้านของนายโชติช่วง นางสายสมร ห่างประมาณ 60 เมตร ล่าสุดวันที่ 7 ส.ค.63 ทีมข่าวลงพื้นที่บ้านกกกอก ไปบ้านนายโชติช่วง ซึ่งอยู่หลังบ้านน้องชมพู่ ได้พบกับนางสายสมร แสนทะวงษ์ ภรรยาของนายโชติช่วง เปิดเผยว่า ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 11 พ.ค.63 เป็นวันที่น้องชมพู่หายไป ตนและสามีอยู่ในบ้านตลอดทั้งวัน ซึ่งบ้านตนก็สามารถมองออกมาข้างนอกได้ ผ่านทางประตูและหน้าต่าง



ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์

โดยในวันเกิดเหตุนั้นตนและสามีไม่เห็นน้องชมพู่เดินมาเลย รู้เพียงน้องสะดิ้งเดินมาตามหาน้องชมพู่ ในเวลาประมาณ 10 โมงกว่า เพราะน้องสะดิ้งตะโกนหาน้องชมพู่ ซึ่งตนก็ตะโกนบอกว่าไม่เห็นน้องชมพู่ หลังจากนั้นไม่นาน น้าต่ายก็เดินมาตามหาน้องชมพู่ที่บ้านของตนอีกครั้งตนก็บอกว่าไม่เห็นน้องชมพู่เดินไปบ้านในรัศมี 100 เมตร 1.บ้านนายกานต์-นางก้อย ไม่เคยเดินมาเอง ยกเว้นมีญาติมาด้วย 2.บ้านน้าเสริม-น้าจุไรภรณ์ เดินมาเองได้ และ 3.บ้านายโชติช่วง-นางสายสมร เด็กไม่เคยมาที่บ้านหลังนี้ วันที่ 11 พ.ค.63 คนในบ้านรัศมี 100 เมตรไปไหน 1.บ้านนายกานต์-นางก้อย ออกไปสวนยางพารา 2.บ้านน้าเสริม-น้าจุไรภรณ์ ออกไปเกี่ยวหญ้าให้วัว และ 3.บ้านายโชติช่วง-นางสายสมร นอนในบ้านแต่ไม่เห็นน้องชมพู่เดินผ่าน

ทีมข่าว ได้พูดคุยกับ นายสัตยา ปู่ฝ้าย หรือนายหว่าง ชาวบ้านกกกอก ถึงเรื่องการค้นหาชมพู่ในวันที่ 11 พ.ค.63 ซึ่งนายหว่าง กล่าวว่า ตนจำเวลาที่เริ่มค้นหาไม่ได้ เพราะไม่ได้ดูนาฬิกา จำได้เพียงว่าหลังจากได้ยินเสียงผู้ใหญ่บ้านประกาศ ก็ออกตามหาทันที ซึ่งคาดว่าอาจเป็นช่วงบ่าย ส่วนตอนที่น้องสะดิ้งเดินมาหาชมพู่ ตนก็จำเวลาที่เเน่ชัดไม่ได้ เเต่มีการการกะเอาว่าน่าจะอยู่ราว ๆ 09.00-10.00 น. ตอนนั้นเห็นสะดิ้งเเค่คนเดียว ซึ่งตนก็ไม่ทราบว่าจะเกิดเรื่องใหญ่ คิดว่าน้องชมพู่คงไปเล่นที่ไหนสักเเห่ง จึงไม่ได้สนใจมากนัก


ทั้งนี้ตนยืนยันว่าพูดความจริง เเละเคยให้ปากคำกับตำรวจไปเเล้ว หากตนเป็นคนทำ ตำรวจก็คงจับไปนานเเล้ว จึงไม่มีความกังวลใด ๆ ส่วนเรื่องที่มีคนตั้งข้อสงสัย ตนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเกิดเรื่องขึ้นทุกคนก็มีสิทธิ์ถูกสงสัย ดังนั้นตนจึงพร้อมให้ความร่วมมือทุกอย่าง นายหว่าง ยังกล่าวอีกว่า ตนเห็นน้องสะดิ้งพาน้องชมพู่มาเล่นบ้านน้องเเพรขาวอยู่บ่อย ๆ ซึ่งบ้านน้องเเพรขาว อยู่ใกล้ ๆ ละเเวกเดียวกับบ้านตน ห่างกันเพียง 15 เมตร ซึ่งเท่าที่สังเกต น้องสะดิ้งจะเล่นกับน้องเเพรขาว ส่วนน้องชมพู่จะเล่นกับลูกหมาที่บ้านน้องเเพรขาว ซึ่งทั้งคู่จะเล่นอยู่เฉพาะบริเวณบ้านหลังดังกล่าวเท่านั้น เมื่อเล่นเสร็จก็กลับ ไม่เคยมาเล่นบ้านตนเเต่อย่างใด



ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์

เวลาการเล่นเฟซบุ๊กของน้องสะดิ้ง ในเวลา 09.11 น. น้องชมพู่เลิกเล่นยูทูบ ถัดมาเวลา 09.12 - 09.49 น. น้องสะดิ้งเล่นเฟซบุ๊ก และในเวลา 09.49 น. น้องสะดิ้งตามหาน้องชมพู่ เส้นทางน้องสะดิ้งเดินตามหาน้องชมพู่ ในเวลา 09.00 -10.00 น. แก๊งต้นจำปาพูดคุยกับน้องแพร ถัดมาเวลาประมาณ 09.00 - 09.50 น. ที่บ้านนายพิศนุพร น้องสะดิ้งพูดคุยกับลูกสาวนายพิศนุพร และเช่นเดียวกันในห่วงเวลา 09.00 - 10.00 น. น้องสะดิ้งพูดคุยกับนายหว่าง รวมถึงเวลา 10.00 น. ที่บ้านลุงพล น้องสะดิ้งพูดคุยกับป้าแต๋น

ทีมข่าว ได้พูดคุยกับเเม่ของน้องเเพรดำ หนึ่งในเเก๊งจำปา ที่ช่วยสะดิ้งเดินตามหาน้องชมพู่ ถึงเรื่องเส้นทางการเดินตามหา คุณเเม่เล่าว่า วันที่ 11 พ.ค.63 จำเวลาที่ชัดเจนไม่ได้ คาดว่าอยู่ราว ๆ 09.00-10.00 น. น้องสะดิ้งได้เดินออกจากเเคร่ไม้หน้าบ้าน มาหาเเพรดำที่ต้นจำปา เเล้วพากันเดินตามหาชมพู่ ผ่านบ้านของนายพิศนุพร ถามหาน้องชมพู่ เเต่ไม่พบ เเล้วเดินต่อผ่านบ้านของเเม่นายพิศนุพร ได้เเวะถามน้องสาวของนายพิศนุพร เมื่อไม่เห็นจึงเดินต่อออกซอย 2 เเล้วเลี้ยวซ้ายตรงไปหาป้าเเต๋น โดยเดินริมถนนฝั่งซ้ายสุด จากนั้นได้เดินกลับเข้าซอย 1 ไปที่ต้นจำปา คราวนี้น้องเบนซ์ร่วมเดินตามหาด้วย ซึ่งทั้ง 3 คน เดินเส้นทางเดิม คือผ่านบ้านนายพิศนุพร ผ่านบ้านเเม่นายพิศนุพร ออกซอย 2 เลี้ยวซ้าย เเล้วเดินเข้าซอยบ้านนายหว่าง

เเต่ไม่ได้สังเกตว่ามีใครอยู่บ้าง เมื่อหาไม่พบก็เดินกลับเข้าซอย 1 คุณเเม่น้องเเพรดำ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายหว่างบวช ว่าตนก็ทราบว่านายหว่างมีปัญหาครอบครัวมานานเเล้ว จึงบวชเพื่อเสริมบารมี ไม่ได้ผิดปกติเเต่อย่างใด ซึ่งส่วนตัวก็เชื่อว่านายหว่างไม่เกี่ยวข้องกับคดีน้องชมพู่ ส่วนกรณีร่างทรง ที่มีการชี้เป้าคนร้าย โดยบอกลักษณะว่าโกนหัวโกนคิ้วนั้น ตนไม่เชื่อ คิดว่าร่างทรงก็คงดูข่าว เเล้วคาดเดาไปเรื่อย ซึ่งตนก็กังวลว่าหากมีร่างทรงมาในลักษณะนี้บ่อย ๆ ก็อาจทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน หรือเข้าใจผิด ดังนั้นจึงอยากฝากไปถึงร่างทรงทั้งหลาย หากรู้จริงว่าคนร้ายเป็นใครก็พูดมาเลย เเต่ถ้าหากมาเพื่อเเสดงอภินิหาร อย่ามาเสียดีกว่า


ทีมข่าวได้พูดคุยกับ นายคล้าย เงินนาม พรานประจำหมู่บ้านกกกอก ถึงกรณีของนายหว่าง ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องเวลาการตามหาน้องชมพู่นั้น ลุงคล้าย กล่าวว่า ในเรื่องของเวลาที่เเน่นอน ไม่มีใครจำได้ เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้ดูนาฬิกา ที่ผ่านมาจะใช้การกะเท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ชาวบ้านนิยมดูก็คือพระอาทิตย์ เเล้วคำนวณเวลาตามเเสงเเดด จึงมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง ส่วนเรื่องเสียงตามสาย ผู้ใหญ่บ้านมีการประกาศช่วงบ่าย เพราะช่วงเช้าไฟดับ ดังนั้นนายหว่างจึงน่าจะตามหาน้องชมพู่ในช่วงบ่าย เเต่นายหว่างอาจจำหรือคำนวณเวลาคลาดเคลื่อน ซึ่งตนเชื่อว่านายหว่างบริสุทธิ์ เพราะเขาเป็นคนดี ดังนั้นอย่านำเรื่องเวลามาเป็นการจับผิด ลุงคล้าย ยังกล่าวถึงวันที่ช่วยตามหาน้องชมพู่ว่า นายหว่างเดินตามตน เพราะตนชำนาญทาง ซึ่งนายหว่างก็ไม่ได้มีอาการเเปลก ๆ เเต่อย่างใด ทุกอย่างยังปกติ ซึ่งนายหว่างดูอารมณ์ดีด้วยซ้ำ ระหว่างค้นหายังมีการหยอกล้อกับตน เเละหัวเราะด้วยกันด้วย

คาดการณ์เส้นทางที่พาน้องชมพู่ขึ้นเขา ต้องผ่านถ้ำน้ำลอด ก่อนจะถุงจุดพบรถแบ็กโฮ และไปถึงจุดพบกางเกง โดยจุดสุดท้ายคือ จุดพบศพน้องชมพู่ รวมระยะทาง 2.670 กิโลเมตร วันที่ 7 ส.ค.63 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี ได้จำลองเเบกกระสอบ น้ำหนัก 12 กม. เดินตามเส้นทางถ้ำน้ำลอด โดยเริ่มเดินเเบบตัวเปล่าจากบ้านน้องชมพู่ ไปทางด้านขวาของบ้าน (ทิศตะวันออก) ผ่านสวนยางพาราของชาวบ้าน ในช่วงนี้ยังเดินได้สะดวก เนื่องจากเป็นทางราบ

เมื่อเดินผ่านไประยะ 100 เมตร จุดที่ลุงคล้ายวิเคราะห์ว่าเด็กเดินมาถึงจุดนี้ เเล้วถูกอุ้ม บริเวนโดยรอบเป็นไร่มันสำปะหลัง ทางเดินยังราบเรียบ ทีมข่าวเริ่มเเบกกระสอบขึ้นบ่า เดินไปทางด้านซ้าย เเล้วตัดตรงขึ้นภูเหล็กไฟ ซึ่งเมื่อถึงบริเวณตีนภู ทางเริ่มเป็นเนิน สลับกับโขดหินเป็นจำนวนมาก เริ่มหายใจเเรง เเต่ยังพอเเบกได้เรื่อย ๆ

เมื่อเดินต่อระยะทาง 600 เมตร ทีมข่าวพบอุปสรรค คือ ทางเป็นเนินสูงชัน 30 องศา สลับโขดหิน ต้องเดินลัดเลาะหลบโขดหิน เมื่อเดินต่อขึ้นไปอีก 300 เมตร ก็ถึงพักที่ 1 มาถึงตรงนี้เริ่มหอบ ปวดบ่าเเละปวดเอว เมื่อถึงพักที่ 1 เดินอ้อมไปทางด้านซ้าย 500 เมตร ก็ถึงถ้ำน้ำลอด เดินได้สะดวกเพราะเป็นทางราบไม่สูงชัน

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์ทีวี

No comments