เทียบคดีน้องชมพู่ กับต่างประเทศ บทสรุปสุดท้าย คือคนใกล้ตัว ลงมือกระทำ

Share:

เรียกได้ว่าหลายๆคนคงจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเบื่อข่าวน้องชมพู่แล้ว เมื่อไหร่จะจับตัวคนร้ายได้สักที ถึงแม้ว่าจะบ่นว่าเบื่อกันบ้างแต่เชื่อว่าสังคมส่วนใหญ่ก็ยังคงจับตามองแล้วเฝ้ารอว่าตำรวจจะจับคนร้ายได้ตอนไหน เหลือเวลาอีกเพียง 3 วันเท่านั้นคดีจะพักไหม หรือจะเซอร์ไพร้ส์ด้วยการจับคนร้าย เป็นหนังม้วนยาวไปแล้วสำหรับคดีน้องชมพู่ ผ่านไป 2 เดือนกว่า ยังหาสาเหตุการเสียชีวิตไม่ได้ หลังน้องชมพู่หายตัวไปจากบ้านตั้งวันที่ 11 พ.ค. 2563 ก่อนมาพบศพบริเวณเขาภูเหล็กไฟ บ้านกกกอก จ.มุกดาหาร ในวันที่ 14 พ.ค. และที่ผ่านมามีการชันสูตรพลิกศพมากถึง 3 ครั้ง ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้


กลายเป็นว่าทุกคนที่เกี่ยวข้องกับน้องชมพู่ ไม่ว่า นายอนามัย และ นางสาวิตรี วงศ์ศรีชา พ่อและแม่ของน้องชมพู่ หรือ ลุงพล นายไชย์พล วิภา ลุงของน้องชมพู่ หรือแม้แต่คนในหมู่บ้านกกกอก ถูกมองเป็นผู้ต้องสงสัยไปทั้งหมด เพราะสังคมต่างให้ความสนใจ มีการสรุปคดีกันเองต่างๆ นานา ขณะที่แนวทางการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะคืบหน้า แต่กลับเงียบไปอีกไม่มีใครเป็นผู้ต้องหา หรือผู้ต้องสงสัย ภายหลังเรียกบุคคลเข้าให้ปากคำและไล่ตรวจดีเอ็นอีไปกว่า 1 พันคน แยกเป็นชาวบ้านหมู่บ้านกกกอก 278 ราย บุคคลพ้นโทษใน จ.มุกดาหาร สกลนคร และกาฬสินธุ์ จำนวน 478 ราย และผู้ผ่านเข้ามาในหมู่บ้าน 181 ราย


ส่วนผลผ่าพิสูจน์ทางนิติเวชศาสตร์ ไม่พบร่องรอยการข่มขืนถูกล่วงละเมิด ฆาตกรรม หรือทำร้ายร่างกาย กระเพาะไม่มีอาหารหลงเหลือ คาดน้องชมพู่ หลงป่า 3 วัน ขาดอาหารจนตาย เพราะสมองและปอดไม่พบความผิดปกติที่เกิดจากการทำร้ายร่างกาย มีเพียงการเน่า กะโหลกศีรษะไม่พบการแตกร้าว คอไม่หัก และไม่มีรอยฟกช้ำ ระยะเวลาอันยาวนานในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการระดมมือดีด้านสอบสวนมาจากทั่วประเทศร่วมคลี่คลายคดี ทำให้หมดงบประมาณไปเบื้องต้น 2 ล้านบาท หรืออาจมากกว่านี้


และได้ทำให้หมู่บ้านกกกอก เป็นที่รู้จักของผู้คน จากในอดีตเป็นพื้นที่สีแดง เป็นชุมชนของชาวภูไท อพยพมาจาก อ.เต่างอย จ.สกลนคร หรืออาจจะมีความเป็นได้ที่จะมีการพักคดี หากมืดแปดด้านไม่สามารถหาหลักฐานเชื่อมโยงถึงใคร ในการหาตัวผู้กระทำผิด หรือปิดคดีไม่ลง สามารถพักการสอบสวนตาม ป.วิอาญาได้ โดยการส่งสำนวนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด ให้ทำความเห็นสั่งปิดคดี จนกว่าจะมีพยานหลักฐานใหม่ โดยคดีมีอายุความ 20 ปี

ปริศนาการตายน้องชมพู่ คนใกล้ตัวรู้ดีที่สุด ในแง่ของนักอาชญาวิทยา มองคดีน้องชมพู่ จะเป็นในทิศทางใด? ทางด้าน ผศ.ดร.ฐนันดร์ศักดิ์ บวรนันทกุล ประธานหลักสูตรอาชญาวิทยา การบริหารงานยุติธรรม มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความเห็นกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” โดยเชื่อมั่นว่าคดีนี้ตำรวจจะสามารถปิดคดีได้ และจากข้อมูลพื้นฐานข้อเท็จจริงในคดีเกี่ยวกับเด็กที่คล้ายกับกรณี น้องชมพู่ ทั้งในต่างประเทศและไทย พบว่าส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับคนใกล้ตัว และคดีน้องชมพู่น่าจะคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าข้อมูลของตำรวจจะมีมากน้อยเพียงใด หรืออาจมีข้อมูลอยู่แล้วแต่ไม่เปิดเผยออกมา


จากที่ติดตามคดีน้องชมพู่ ในมุมมองส่วนตัวคิดว่าผู้เป็นแม่น่าจะรู้ดีที่สุดมากกว่าใคร ส่วนลุงพล น่าจะอยู่ลำดับ 2 ที่จะรู้เห็นในเรื่องนี้ ส่วน น้องสะดิ้ง พี่สาวของน้องชมพู่ที่อยู่ใกล้ชิดมากสุดก่อนน้องสาวหายตัวไป น่าจะรู้เห็นมากที่สุด ซึ่งไม่แน่ใจว่าตำรวจได้สอบปากคำไปแล้วหรือไม่ แค่คาดว่าตำรวจอาจเก็บข้อเท็จจริงเป็นที่เรียบร้อย รอพยานหลักฐานให้หนาแน่นเพียงพอในการทำสำนวนคดี นำไปสู่การจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของน้องชมพู่

คิดว่าตำรวจจะปิดคดีนี้ได้ เพราะเวลาทำสำนวนต้องมีพยานหลักฐาน มีข้อสมมติฐานจำนวนมากมาย ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลให้กับสื่อได้ และคิดว่าเด็กที่เป็นพี่สาวน้องชมพู่ เป็นกุญแจสำคัญที่จะคลี่คลายคดี เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับคนใกล้ตัว จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีคนรู้เห็น แม้ตัวผู้เป็นพ่อพยายามไม่พูดอะไร แต่ดูเหมือนพ่อกับลูกสาวคนโตน่าจะมีข้อมูลอะไรบางอย่าง จนกลายเป็นว่าผู้เป็นแม่ต้องออกมาพูดแทนในทุกเรื่อง ผมคิดว่าน่าจะมีอะไรมากกว่านี้ โดยเฉพาะคนใกล้ตัวถูกตำรวจสอบมากที่สุด หากพ่อและพี่สาวน้องชมพู่ให้ข้อมูลมากกว่านี้ จะสามารถคลี่คลายคดีได้แน่นอน

กรณีคดีน้องชมพู่เป็นเรื่องที่น่าสนใจ หากตำรวจไทยมีหน่วยงานที่เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศโดยตรง เหมือนกับเอฟบีไอของต่างประเทศก็น่าจะดี คงไม่ยืดเยื้อเหมือนทุกวันนี้ และช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด มีสิ่งหนึ่งที่น่าคิดและพิจารณา เพราะพบว่ามีคดีเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวเกิดขึ้นสูงมาก โดยเฉพาะความเป็นอยู่ของคนในครอบครัวต้องเก็บตัวอยู่ในบ้าน อาจมีการกระทบกระทั่งทะเลาะเบาะแว้ง เช่นเดียวกับคดีการฉ้อโกงที่เกิดขึ้นในช่วงโควิดระบาด อาจเป็นจิ๊กซอว์ในการคลี่คลายคดีนี้ได้

อ้างอิง

ขอบคุณ ไทยรัฐ

No comments