พิสูจน์โกดังซุกหน้ากาก ของกลางหายวับ บอย ลั่นไม่มีจริง แต่หลักฐานโผล่กองขยะ

Share:


******จากกรณี เพจเฟสบุ๊คที่ใช้ชือว่า แหม่มโพธิ์ดำ ได้โพสต์คลิปภาพ ในเฟซบุ๊กของนายศรสุวีร์ ภู่รวีร์รัศวัชรี หรือ บอย คนสนิทของผู้ติดตามรัฐมนตรีท่านหนึ่ง มีการโพสต์ขายหน้ากาก วันที่ 2 มีนาคม 63 ระบุว่า มีหน้ากาก 5 ล้านชิ้น ราคาเบา ๆ จับต้องได้ ราคา 14 บาทต่อชิ้น ซึ่งใช้ในโรงพยาบาลและทางการแพทย์ แถมยังไม่แบ่งขาย จะขายทีละ 1 ล้านชิ้น นอกจากนี้ถ้าย้อนกลับไปดูเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 63 เจ้าตัวได้โพสต์ว่า มีหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น พร้อมทั้งโชว์ภาพสมุดบัญชีธนาคาร ที่มีเงินจำนวนมากเข้ามา จากการขายหน้ากากอนามัยอีกด้วย เมื่อโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ลงไปในโซเชียล ต่างมีคนเข้ามาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากถึงกรณีที่เกิดขึ้น



นอกจากนี้ยังมีคลิปที่นายศรสุวีร์ ร่วมเฟรมกับ นักแสดงชื่อดัง เล็ก ไอศูรย์ และพีท ทองเจือ พร้อมพูดถึง หน้ากากอนามัยว่า ใครมีหน้ากากให้ส่งมาที่พี่เล็ก เลย 2 ล้าน ชิ้น ส่งราคามา จะส่งไปจีน ซึ่ง เล็ก ก็บอกว่า ส่งมาเลย โดยระบุว่ามีหลายประเทศด้วย

ซึ่งสามารถไล่เรียงไทม์ไลน์ของเรื่องได้ดังนี้ ย้อนกลับไปวันที่ 31 ธันวาคม 60 นายศรสุวีร์ โพสต์ข้อความชี้แจงตัวเองและครอบครัวไม่เคยอวดรวย


จากนั้น วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 63 โพสต์ภาพกล่องหน้ากากจำนวนมากบนท้ายรถสินค้า ระบุว่า ดูชัด ๆ ของมีสินค้าครับ ทักมาด่วนราคาถูกกว่าที่อื่นแน่ อาศัยไปเร็ว

ถัดมา 8 กุมภาพันธ์ 63 โพสต์ภาพถ่ายกับบุคคลต่าง ๆ ระบุว่า เลขาตัวแทนรัฐบาล มิสเตอร์ คู่ค้าการขาย บริษัท อาลีบาบา และดอกเตอร์ เจ้าของโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยและคุณบอย กต ตร สถานีตำรวจภูธร ร่วมหารือทางการค้ากับ ท่านเลขารัฐบาล มิสเตอร์ คู่ค้าขายมิตเตอร์ แจ๊ดหม่า อาลีบาบา

จากนั้น 9 กุมภาพันธ์ 63 โพสต์ภาพสมุดบัญชีธนาคาร ระบุว่า มีสินค้าหน้ากากอนามมัย 200 ล้านชิ้น ราคาดีสนใจ คุณบอยคัยอยากได้จัดเต็ม

และ 13 กุมภาพันธ์ 63 โพสต์คลิปขนหน้ากากจากรถสินค้าเข้าโรงงานและคลิปการทดสอบคุณภาพหน้ากาก ระบุว่า ต้องการหน้ากาก เรามีโรงงานผลิต ติดต่อผม

จากนั้น 20 กุมภาพันธ์ 63 โพสต์ภาพถ่ายร่วมกับ นายพิตตินันท์ รักเอียด คนใกล้ชิดรัฐมนตรี และมีการเช็คอินสถานที่ คือโรงแรมแมริออท ย่านสุขุมวิท ระบุว่า นั่งคุยธุรกิจหน้ากากอนามัย กับพี่น้อง ๆ ที่นี่อยากจะสั่งอะไรมาเดี๋ยวเราจัดหาให้

ต่อมา 21 กุมภาพันธ์ 63 โพสต์ภาพตัวเองกับรถหรู พร้อมสมุดบัญชี ระบุว่า ผมรอรับโทรศัพท์พวกคุณอยู่ โชวการเงินให้ผมเห็น มีสินค้าชัวววๆๆ นายหน้าไม่คิดทุนจริง ขอ บาย ครับ

กระทั่ง 2 มีนาคม 63 โพสต์ภาพถ่ายกล้องหน้ากากอนามัย ระบุว่า สินค้ามี 5 ล้านชิ้นราคาชิ้นละ 14 ล้าน บาท แต่ไม่แบ่งขาย ขายเฉพาะคำสั่งซื้อ 1 ล้านชิ้นขึ้นไป

และในวันเดียวกัน 2 มีนาคม 63 โพสต์ภาพถ่ายคู่กับนายพิตตินันท์และบุคคลอื่นและภาพบัตรประจำตัวนายพิตตินันท์ ระบุว่า ดีใจที่มีพี่คอยห่วงน้อง

จากนั้น 7 มีนาคม 63 โพสต์ภาพรถหรูป้ายแดงที่จอด อยู่ในปั๊มน้ำมัน ระบุว่า หลับใน ทำงานโหลดนอนที่นี่แล้ว ชีวิตรัฐบาลประยุทธ ทุกอาชีพนิ่งสงบ ยกเว้น อาชีพ ขายหน้ากากอนามัย

ล่าสุด 8 มีนาคม 63 โพสต์ข้อความ ระบุว่า ต้องกราบขอโทษ พี่เทพจริง ๆ ครับ ที่กระผมลงรุปพี่ไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ทำให้พี่เดือดร้อนครับ


วันที่ 9 มีนาคม 63 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม กก2 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ หนองปรือ เข้าตรวจสอบบ้านของนายศรสุวีย์ ภู่รวีนะศวัชรี หรือ บอย ที่แอบอ้างคนสนิทผู้ติดตาม รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นางแป้ง ภรรยาของนายศรสุวีย์ หรือ บอย เปิดเผยว่า ตนขอยืนยันว่า ที่บ้านพักไม่มีหน้ากากอนามัยกักตุนตามที่เป็นข่าว และในส่วนของโพสต์ที่กำลังเป็นประเด็น ยืนยันว่า เคยเตือนนายบอย เป็นประจำว่า นายบอยไม่มีสินค้าอยู่จริง และขณะนี้เป็นสินค้าที่กำลังควบคุมอยู่ จะโพสต์ไปทำไม แต่นายบอยก็ไม่เคยสนใจที่ตนกล่าวเตือน และคิดเพียงว่า โพสต์ไปก็คงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะนายบอยไม่ได้เป็นคนดัง

ด้าน นายเอ็ม เพื่อนบ้าน เปิดเผยว่า สังเกตเห็นว่า นายศรสุวีย์ออกไปข้างนอกบ้านตั้งแต่เช้ามืด แต่ไม่รู้ว่าออกไปไหน ส่วนเรื่องหน้ากาก ตนเพิ่งจะทราบจากข่าว และด้วยนิสัยของนายศรสุวีย์ ตนเชื่อว่า น่าจะเป็นเรื่องจริง โดยส่วนตัวแล้วไม่เคยคุยกัน แต่นายศรสุวีย์มักชอบขี้อวดในทำนองว่า ตัวเองขับรถเบนซ์ แต่รถเบนซ์ที่นายบอยขับก็เป็นป้ายแดงมาหลายปีแล้ว

จากนั้นในช่วงบ่าย ตำรวจควบคุมตัวนายศรสุวีย์ ภู่รวีนะศวัชรี หรือ บอย ไปสอบสวนที่กองบัญชาการ ตำรวจ ภูธรภาค 2 พร้อมยืนยันว่า ไม่เคยกักตุนหน้ากากอนามัย 200 ล้านชิ้น ตามที่เป็นข่าว และอยากจะขอโทษทุกคนที่เกี่ยวข้อง หลังทำเรื่องเดือดร้อนให้ ยอมรับว่าเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างผลกระทบต่อสังคม แต่ทำไปเพื่อนำเงินมาเลี้ยงครอบครัว

ต่อมา ตำรวจนำตัวนายศรสุวีย์ ไปสอบปากคำที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเปิดเผยหลังถูกตำรวจสอบปากคำประมาณ 30 นาที โดยยอมรับว่า คลิปดังกล่าวที่ถูกเผยแพร่ในโซเชียลเป็นคลิปเก่าตั้งแต่ต้นปี ซึ่งขณะนั้นหน้ากากอนามัยยังไม่ขาดขาดแคลน ซึ่งตนเองมีอาชีพเป็นนายหน้า ต้องการสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อขายสินค้า จึงได้ตระเวนไปถ่ายภาพและสร้างภาพลักษณ์ รวมทั้งการโฆษณาเพื่อให้ลูกค้ามั่นใจ ทั้งในเรื่องของราคา และผลิตภัณฑ์ เนื่องจากเป็นวิธีการของกลุ่มนายหน้าที่ต้องการขายสินค้าแม้สินค้าจะไม่มีอยู่จริง ภายหลังการโฆษณาไม่มีลูกค้าสั่งสินค้ามาแต่อย่างใด โดยยืนยันว่าไม่มีสินค้าตามที่กล่าวอ้าง

สำหรับกรณีที่มีภาพปรากฏตนนั่งกับคนติดตาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายศรสุวีร์ ระบุว่า ไม่รู้จัก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แต่อย่างใด ส่วน คนติดตาม รัฐมนตรีฯนั้นตนเองไม่ทราบว่ามีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรกจึงของถ่ายรูปเพื่อสร้างความหน้าเชื่อถือให้กับตนเอง พร้อมอ้างว่ามีการพูดคุยกันจริง แต่ไม่มีการซื้อขายหน้ากากอนามัย

หลังจากนั้นทีมข่าวได้เดินทางไปที่ สถาบันศักยภาพผู้ประกอบการไทย จีน ซ เลียบคลองภาษีเจริญ เขต หนองแขม จ กรุงเทพฯ สถานที่ตามคลิปที่นายศรสุวีร์ มีการขนย้ายกล่องบรรจุหน้ากากอนามัย พบว่าเจ้าหน้าที่ บก สืบสวนสอบสวนนครบาลสน หนองแขม พร้อมชุดสืบ และกรมการค้าภายใน ได้เดินทางมาพร้อมหมายค้น ขอตรวจสอบภายในอาคารดังกล่าว

นายต้อย ชาวบ้าน เล่าว่า ตนเองอยู่บริเวณมานาน 6 ปี ตอนแรกบริษัทดังกล่าวเป็นโรงงานผลิตน้ำเห็ด ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นโรงงานรับจัดส่งสินค้า โดยช่วงหลังเริ่มสังเกตว่าบริเวณด้านหลังโรงงานจะมีถังขยะ ที่พนักงานโรงงานจะนำกล่องบรรจุสิค้าต่าง ๆ มาทิ้งไว้เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะเห็นเป็นกล่องบรรจุหน้ากากอนามัยเป็นต้น

จากนั้นผู้สื่อข่าว ได้เดินทางไปที่บริเวณด้านหลังโรงงาน ประมาณ 300 เมตร เมื่อไปถึงพบว่าบริเวณด้านหลังโรงงาน จะมีทั้งขยะที่ทางพนักงานนำถุงหรือกล่องบรรจุสินค้ามาวางทิ้งไว้ เป็นจำนวนมาก และพบกล่องบรรจุหน้าอากากอามัยจำนวน 1 กล่องหลงเหลืออยู่ภายในถังขยะ

ขณะที่ นางพร อายุ 31 ปี พนักงานบริษัทเครื่องมือนำเข้าทางการแพทย์ เปิดเผยว่า ตนเองทำงานที่บริษัทนี้มานานหลายปี ไม่เคยมีเหตุการณ์กักตุนสินค้าแต่อย่างใด ซื่อมาก็ขายไปตามปกติ ลูกค้าก็เป็นลูกค้าทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าภายในประเทศ -นอกประเทศ ยืนยันว่าชื่อบริษัทที่เขียนข้างกล้องเป็นชื่อบริษัทแห่งนี้จริง โดยช่วงหลังจากที่มีกระแสทั่วโลก อย่างหนักทำให้หน้ากากอนามัยเป็นที่ต้องการมาก จนไม่มีในตลาด

จากปกติราคาขายกล้องละไม่เกิน 80บาท ก็ดีดพุ่งสูงถึง 800 ถึง 900 บาท ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทก็จะมีการแบ่งขายให้ชาวบ้าน หรือคนที่ต้องการแบ่งซื่อในราคาถูก แต่ตอนนี้ก็ไม่แบ่งขายแล้ว เนื่องจากมีทหารเข้ามาช่วยแพ็คบรรจุสินค้า และดูแลเรื่องจัดสต๊อกสินค้าเอง

No comments